1. ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร?
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) คือ ภาษีทางอ้อมที่จัดเก็บจากการขายสินค้า และการให้บริการ โดยปัจจุบันคิดเป็น 7% ของมูลค่าสินค้าหรือบริการ
2. ใครมีหน้าที่ต้องเก็บ และใครมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม?
- ผู้มีหน้าที่เก็บภาษี คือบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในประเทศไทย และมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้เกินตามกำหนด
- ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ เป็นผู้แบกรับภาระภาษี VAT โดยภาษี 7% จะบวกเพิ่มจากราคาสินค้าหรือบริการ
3. หลักการเครดิตภาษีซื้อและภาษีขายคืออะไร
ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถนำภาษีซื้อ (Input VAT) จากการซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อนำมาใช้ในการผลิตหรือประกอบธุรกิจ มาหักออกจาก ภาษีขาย (Output VAT) ได้
ตัวอย่าง ผู้ประกอบการซื้อวัตถุดิบแป้งทำขนมปัง 1,000 บาท และขายสินค้าขนมปัง 1,200 บาท จะมียอดภาษี VAT ดังนี้
- ภาษีซื้อ จ่ายจากการซื้อวัตถุดิบ 1,000 x 7% = 70 บาท
- ภาษีขาย เรียกเก็บจากลูกค้าจากการขายขนมปัง 1,200 x 7% = 84 บาท
- ภาษีที่ผู้ประกอบการจะต้องนำส่งเท่ากับ 84 – 70 = 14 บาท
4. การบันทึกบัญชีสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม
บัญชีที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อ ขาย และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร ดังนี้
- เมื่อผู้ประกอบการซื้อสินค้าหรือรับบริการ จะต้องจ่าย ภาษีซื้อ (Input VAT) ให้กับผู้ขายหรือให้บริการ และบันทึกรายการ ดังนี้:
- เดบิต: สินค้าหรือค่าใช้จ่าย (ไม่รวม VAT)
- เดบิต: ภาษีซื้อ
- เครดิต: เจ้าหนี้การค้าหรือเงินสด (รวม VAT)
- เมื่อผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการ จะต้องเรียกเก็บ ภาษีขาย (Output VAT) จากลูกค้า และบันทึกรายการ ดังนี้:
- เดบิต: ลูกหนี้การค้าหรือเงินสด (รวม VAT)
- เครดิต: รายได้จากการขาย (ไม่รวม VAT)
- เครดิต: ภาษีขาย (Output VAT)
- เมื่อถึงกำหนดนำส่งภาษี ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำรายงานภาษีมูลค่าสรุปจำนวนภาษีที่ต้องนำส่งที่ขอเครดิตคืน โดยนำ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร และบันทึกรายการ ดังนี้:
- กรณีภาษีขาย “มากกว่า” ภาษีซื้อ ผู้ประกอบการจะต้องนำส่งภาษี
- กรณีภาษีขาย “น้อยกว่า” ภาษีซื้อ ผู้ประกอบการสามารถขอเงินคืนหรือยกยอดไปใช้หักกลบในรอบถัดไป
5. ข้อควรระวัง
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่ามีแค่นิติบุคคลหรือบริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้ 1.8 ล้านบาทขึ้นไป แต่แท้จริงแล้วผู้ประกอบการเจ้าของคนเดียว เช่น ฟรีแลนซ์จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมีหน้าที่นำส่งภาษีเมื่อมีรายได้เกิดดำหนดด้วยเช่นกัน